สรุปคำตอบ
การยอมรับงานแปล NAATI ขึ้นอยู่กับหน่วยงานปลายทางเป็นผู้พิจารณา โดยทั่วไปเจ้าหน้าที่จะดูว่านักแปลถือคุณวุฒิที่ยังมีผลใช้ได้ งานแปลตรงกับต้นฉบับครบทุกหน้า รูปแบบและข้อความรับรองครบถ้วน ตรวจสอบตราประทับได้ และการสะกดชื่อสอดคล้องกับหนังสือเดินทาง เมื่อองค์ประกอบเหล่านี้ครบ โอกาสถูกขอให้แก้ไขจะลดลงอย่างมีนัยสำคัญ
องค์ประกอบที่หน่วยงานมักตรวจ
- สถานะคุณวุฒินักแปล — ต้องยังมีผลใช้ได้ ณ วันที่ลงนามในงานแปล
- ความครบถ้วนของเนื้อหา — แปลทุกหน้า รวมตรา ลายเซ็น และข้อความด้านหลัง
- รูปแบบและข้อความรับรอง — ระบุทิศทางการแปล วันที่ และคำรับรองความถูกต้อง
- ความสามารถตรวจสอบย้อนกลับ — ตราประทับหรือรหัสที่เจ้าหน้าที่ตรวจสอบได้
- ความสอดคล้องของชื่อ — สะกดตรงกับหนังสือเดินทางและเอกสารชุดเดียวกันทุกฉบับ
กรณีที่มักเป็นปัญหาของงานแปลเอง
- ตกหล่นข้อความหรือแปลคลาดเคลื่อนจากต้นฉบับ
- ใช้คุณวุฒินักแปลที่หมดอายุ ณ วันที่ลงนาม
- รูปแบบไม่ตรงกับที่หน่วยงานปลายทางระบุ
- ตราประทับหรือรหัสตรวจสอบเสียหายจากการบีบอัดไฟล์
- แปลผิดทิศทางกับที่หน่วยงานต้องการ
กรณีที่อยู่นอกเหนือขอบเขตของงานแปล
- เงื่อนไขด้านสุขภาพหรือประวัติของผู้ยื่น
- หลักฐานประกอบไม่เพียงพอ เช่น หลักฐานความสัมพันธ์
- การให้ข้อมูลไม่ตรงความจริงในคำขอ
- การเปลี่ยนแปลงนโยบายของหน่วยงานระหว่างพิจารณา
- ต้นฉบับชำรุดหรือสแกนไม่ชัดจนอ่านสาระสำคัญไม่ได้
ขั้นตอนเมื่อถูกขอให้แก้ไข
- อ่านหนังสือแจ้งของหน่วยงานและระบุว่าประเด็นอยู่ที่งานแปลหรือหลักฐานอื่น
- รวบรวมต้นฉบับ งานแปลฉบับที่ยื่น และข้อความแจ้งของหน่วยงาน
- ให้ผู้แปลตรวจเทียบทีละบรรทัดเพื่อชี้จุดที่ต้องแก้
- ออกฉบับปรับปรุงพร้อมบันทึกสิ่งที่แก้ไข แล้วยื่นใหม่ตามช่องทางที่หน่วยงานกำหนด
คำถามที่พบบ่อย
NAATI คืออะไร และเกี่ยวข้องกับการยอมรับเอกสารอย่างไร
NAATI (National Accreditation Authority for Translators and Interpreters) เป็นองค์กรรับรองคุณวุฒินักแปลและล่ามของประเทศออสเตรเลีย หน่วยงานออสเตรเลียหลายแห่งกำหนดให้เอกสารแปลมาจากนักแปลที่ถือคุณวุฒิ NAATI ที่ยังมีผลใช้ได้ การยอมรับเอกสารเป็นดุลพินิจของหน่วยงานปลายทางเสมอ ไม่มีผู้ให้บริการรายใดยืนยันผลแทนหน่วยงานได้
งานแปล NAATI ใช้ได้กับทุกประเทศหรือไม่
ไม่เสมอไป NAATI เป็นระบบของออสเตรเลียเป็นหลัก บางหน่วยงานในนิวซีแลนด์และองค์กรประเมินวุฒิบางแห่งยอมรับด้วย แต่ประเทศอื่นมักใช้ระบบของตนเอง เช่น นักแปลรับรองในประเทศนั้น หรือการรับรองผ่านกรมการกงสุลและสถานทูต จึงควรตรวจข้อกำหนดของหน่วยงานที่จะยื่นก่อนสั่งแปลทุกครั้ง
องค์ประกอบใดบนเอกสารแปลที่เจ้าหน้าที่มักตรวจ
โดยทั่วไปเจ้าหน้าที่จะดูชื่อและหมายเลขคุณวุฒิของนักแปล วันที่และทิศทางการแปล (ไทยเป็นอังกฤษ หรืออังกฤษเป็นไทย) ตราประทับหรือรหัสตรวจสอบ ข้อความรับรองความถูกต้อง และความสอดคล้องระหว่างเนื้อหาแปลกับต้นฉบับ รวมถึงการสะกดชื่อบุคคลที่ต้องตรงกับหนังสือเดินทาง
ทำไมเอกสารแปลบางฉบับถูกขอให้แก้ไข
สาเหตุที่พบบ่อยคือการสะกดชื่อไม่ตรงหนังสือเดินทาง ต้นฉบับสแกนไม่ชัดจนตราหรือลายเซ็นอ่านไม่ออก แปลไม่ครบทุกหน้าหรือข้ามตราด้านหลัง ใช้คุณวุฒินักแปลที่หมดอายุ และการแปลผิดทิศทางกับที่หน่วยงานต้องการ ส่วนใหญ่แก้ไขได้ด้วยการส่งต้นฉบับที่คมชัดและแจ้งการสะกดชื่อทางการล่วงหน้า
ถ้าใบสมัครถูกปฏิเสธ แปลว่างานแปลมีปัญหาหรือไม่
ไม่จำเป็น การปฏิเสธคำขอวีซ่าหรือคำขอประเมินวุฒิเกิดได้จากหลายเหตุ เช่น เงื่อนไขด้านสุขภาพ ประวัติ คุณสมบัติไม่ครบ หรือหลักฐานประกอบไม่เพียงพอ ควรอ่านหนังสือแจ้งเหตุผลของหน่วยงานว่าอ้างถึงงานแปลโดยตรงหรือไม่ ก่อนสรุปว่าเป็นปัญหาจากการแปล
ควรเตรียมอะไรก่อนส่งเอกสารให้แปล
เตรียมไฟล์สแกนสีความละเอียดสูงครบทุกหน้า รวมด้านหลังที่มีตราหรือลายเซ็น ระบุการสะกดชื่อและนามสกุลตามหนังสือเดินทาง แจ้งชื่อหน่วยงานปลายทางและรูปแบบที่หน่วยงานกำหนด และแจ้งกำหนดวันยื่นเพื่อวางลำดับงานได้เหมาะสม
เอกสารแปลมีอายุการใช้งานหรือไม่
ตัวงานแปลมักไม่มีวันหมดอายุในตัวเอง แต่หน่วยงานปลายทางมักกำหนดอายุของเอกสารต้นฉบับ เช่น หนังสือรับรองความประพฤติหรือเอกสารทะเบียนราษฎรที่มักขอฉบับออกใหม่ภายในช่วงเวลาที่กำหนด เมื่อต้นฉบับถูกออกใหม่ ก็ต้องแปลฉบับใหม่ตามไปด้วย
ถ้าหน่วยงานขอให้แก้ไขงานแปล ขั้นตอนถัดไปคืออะไร
ส่งหนังสือหรือข้อความแจ้งของหน่วยงานที่ระบุประเด็นให้ผู้ให้บริการตรวจสอบ พร้อมไฟล์งานแปลเดิมและต้นฉบับ เพื่อเทียบหาจุดที่ต้องแก้ หากเป็นความคลาดเคลื่อนของงานแปล ผู้ให้บริการควรแก้ไขและออกฉบับปรับปรุงให้ พร้อมบันทึกสิ่งที่แก้เพื่อใช้ประกอบการยื่นใหม่
อ่านต่อ
ข้อจำกัดของเนื้อหา
เนื้อหานี้จัดทำเพื่อให้ข้อมูลทั่วไป การพิจารณายอมรับเอกสารเป็นดุลพินิจของหน่วยงานปลายทางแต่ละแห่ง และข้อกำหนดอาจเปลี่ยนแปลงได้ ควรตรวจสอบประกาศล่าสุดของหน่วยงานที่จะยื่นก่อนดำเนินการทุกครั้ง
