ข้ามไปยังเนื้อหาหลัก
ภาษาไทยRead in English

การขอ Apostille หนังสือมอบอำนาจของนิติบุคคล กรณีประเทศปลายทางไม่ใช่รัฐภาคี ต้องทำอย่างไร

ประเทศที่ไม่ใช่รัฐภาคีอนุสัญญายังใช้ระบบ Legalization แบบเดิม คือรับรองที่กรมการกงสุลก่อน แล้วจึงนำไปรับรองที่สถานเอกอัครราชทูตของประเทศปลายทางอีกขั้นหนึ่ง เอกสารในกรณีนี้ออกโดยบริษัทเป็นผู้จัดทำ และรับรองผ่าน Notarial Services Attorney จึงควรตรวจสถานะภาคีของปลายทางก่อนเริ่มงานเพื่อไม่ให้เสียรอบเวลา

สรุปคำตอบสั้น

เอกสารนิติบุคคลควรคัดฉบับใหม่จากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า และตรวจว่าอำนาจลงนามในหนังสือรับรองตรงกับผู้ลงนามในหนังสือมอบอำนาจ จากนั้นแปล รับรองคำแปล แล้วจึงขอ Apostille สำหรับใช้กับคู่ค้า ธนาคาร หรือหน่วยงานทะเบียนธุรกิจปลายทาง

เส้นทางการรับรองของกรณีนี้

คัดหนังสือรับรองและ บอจ.5 ฉบับใหม่ → ตรวจอำนาจลงนามและตราประทับ → จัดทำหนังสือมอบอำนาจให้สอดคล้อง → แปลและรับรองคำแปล → ขอ Apostille ทั้งชุดในคราวเดียว

ไทม์ไลน์การทำงานทีละขั้น

ขั้นตอนรายละเอียดผู้รับผิดชอบกรอบเวลา
1. ตรวจข้อกำหนดยืนยันหน่วยงานผู้รับ ภาษาที่ต้องใช้ และสถานะรัฐภาคีของประเทศปลายทางลูกค้า + IVCก่อนเริ่มงาน
2. คัดเอกสารต้นเรื่องขอเอกสารฉบับใหม่จากหน่วยงานผู้ออกให้อยู่ในกรอบอายุที่ปลายทางกำหนดหน่วยงานผู้ออกเอกสารตามรอบของหน่วยงาน
3. แปลและรับรองคำแปลแปลตามภาษาที่กำหนดและจัดคู่ต้นฉบับกับคำแปลเป็นชุดIVCตามปริมาณเอกสาร
4. ขอ Apostilleยื่นที่กรมการกงสุลตามช่องทางที่เลือก และตรวจข้อมูลบนใบรับรองเมื่อรับเอกสารกรมการกงสุลตามรอบบริการที่ประกาศ
5. ส่งปลายทางส่งตามช่องทางที่ผู้รับกำหนด รวมถึงกรณีที่ต้องส่งตรงจากหน่วยงานผู้ออกลูกค้า + IVCก่อนวันนัดของปลายทาง

เอกสารที่ต้องเตรียม

  • หนังสือรับรองนิติบุคคลฉบับคัดใหม่
  • บัญชีรายชื่อผู้ถือหุ้น (บอจ.5)
  • หนังสือบริคณห์สนธิ ถ้าปลายทางกำหนด
  • หนังสือมอบอำนาจที่ระบุขอบเขตชัดเจน
  • บัตรประชาชนหรือหนังสือเดินทางของกรรมการผู้มีอำนาจ

ข้อเท็จจริงที่ต้องรู้ก่อนดำเนินการเรื่อง “การขอ Apostille หนังสือมอบอำนาจของนิติบุคคล กรณีประเทศปลายทางไม่ใช่รัฐภาคี ต้องทำอย่างไร”

อายุการใช้งานของเอกสารกำหนดโดยหน่วยงานปลายทาง ไม่ใช่โดยตัว Apostille จึงควรขอข้อกำหนดเป็นลายลักษณ์อักษรจากผู้รับก่อนเริ่มดำเนินการ

ประเทศไทยไม่มีระบบทะเบียนนักแปลสาบานตน การรับรองคำแปลจึงดำเนินการผ่านกรมการกงสุล หรือใช้ผู้แปลตามมาตรฐานที่ปลายทางกำหนด เช่น NAATI สำหรับออสเตรเลีย

ลำดับขั้นตอนที่ถูกต้องคือ คัดเอกสารต้นเรื่องฉบับใหม่ → แปล → รับรองคำแปล → ขอ Apostille การสลับลำดับเป็นสาเหตุการถูกตีกลับที่พบบ่อยที่สุด

หากประเทศปลายทางไม่ใช่รัฐภาคี หรือเป็นรัฐที่คัดค้านการเข้าร่วมของไทย เอกสารยังต้องผ่านการรับรองนิติกรณ์ที่กรมการกงสุลแล้วรับรองต่อที่สถานเอกอัครราชทูตของประเทศนั้นในไทย

Apostille รับรองลายมือชื่อ ตราประทับ และฐานะของผู้ลงนามเท่านั้น ไม่ได้รับรองความถูกต้องของเนื้อหา ผู้รับเอกสารปลายทางยังตรวจสอบสาระสำคัญได้ตามอำนาจของตน

ขอบเขตงานที่ IVC ดูแลให้ในกรณีนี้

IVC ตรวจชุดเอกสารตั้งแต่ต้นทาง เทียบการสะกดชื่อกับหนังสือเดินทาง จัดลำดับขั้นตอนแปล–รับรองคำแปล–Apostille ให้ถูกต้อง และประสานการยื่นกับกรมการกงสุลตามช่องทางที่เหมาะกับกรอบเวลาของลูกค้า

กรณีปลายทางไม่ใช่รัฐภาคี ทีมงานจะวางเส้นทางรับรองสถานทูตให้ตั้งแต่ต้น เพื่อไม่ให้เสียรอบการยื่นและไม่ต้องคัดเอกสารใหม่ ค่าใช้จ่ายและกรอบเวลาแจ้งเป็นรายกรณีทางโทรศัพท์ LINE หรืออีเมล

สาเหตุที่เอกสารถูกตีกลับหรือล่าช้าบ่อยที่สุด

  • ผู้ลงนามไม่ใช่กรรมการผู้มีอำนาจตามหนังสือรับรองฉบับล่าสุด
  • หนังสือรับรองคัดไว้นานเกินกรอบเวลาที่ผู้รับกำหนด
  • คำแปลใช้ชื่อบริษัทภาษาอังกฤษไม่ตรงกับที่จดทะเบียนไว้

อภิธานศัพท์ Apostille และนิติกรณ์เอกสาร

Apostille
ใบรับรองมาตรฐานตามอนุสัญญากรุงเฮก ค.ศ. 1961 ที่รับรองลายมือชื่อ ตราประทับ และฐานะของผู้ลงนามในเอกสารราชการ
Competent Authority
หน่วยงานผู้มีอำนาจออก Apostille ซึ่งของประเทศไทยคือกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศ
Legalization
การรับรองเอกสารแบบเดิมที่ต้องผ่านกรมการกงสุลแล้วรับรองต่อที่สถานทูตปลายทาง ใช้กับประเทศนอกภาคี
Contracting Party
รัฐภาคีของอนุสัญญาที่ยอมรับ Apostille ระหว่างกัน
นิติกรณ์
งานรับรองเอกสารของกรมการกงสุล ครอบคลุมทั้งการรับรองคำแปลและการรับรองลายมือชื่อเจ้าหน้าที่

แหล่งอ้างอิงทางการ

ข้อมูลนี้เป็นแนวทางทั่วไปตามระเบียบที่หน่วยงานราชการประกาศ ณ เดือนสิงหาคม 2026 หน่วยงานปลายทางแต่ละแห่งกำหนดรายละเอียดต่างกันและอาจเปลี่ยนแปลงได้ IVC ไม่รับประกันผลการพิจารณาของหน่วยงานใด และไม่ระบุค่าธรรมเนียมบนหน้าเว็บ กรุณาสอบถามเจ้าหน้าที่ทางโทรศัพท์ LINE หรืออีเมล

ข้อมูล ณ สิงหาคม 2026 — โปรดยืนยันสถานะรัฐภาคีในตาราง HCCH Status Table และระเบียบล่าสุดของกรมการกงสุล รวมถึงข้อกำหนดของหน่วยงานปลายทางก่อนยื่นทุกครั้ง

Apostille vs รับรองผ่านสถานทูต (Legalization)

ตั้งแต่ 22 ธันวาคม 2567 ไทยเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille — เลือกช่องทางตามว่าประเทศปลายทางเป็นภาคีหรือไม่

ประเด็นApostilleรับรองผ่านสถานทูต
ใช้กับประเทศใดประเทศภาคีอนุสัญญากรุงเฮกประเทศที่ไม่ใช่ภาคี
จำนวนขั้นรับรองรับรองที่กรมการกงสุลขั้นเดียวกรมการกงสุล แล้วต่อที่สถานทูตปลายทาง
ผู้ออกตราประทับกรมการกงสุล กระทรวงการต่างประเทศสถานทูต/สถานกงสุลของประเทศปลายทาง
กรอบเวลาโดยรวมสั้นกว่า เพราะจบที่หน่วยงานเดียวยาวกว่า ขึ้นกับคิวและระเบียบของแต่ละสถานทูต
คำแปลปลายทางอาจกำหนดให้แนบคำแปลอังกฤษส่วนใหญ่กำหนดคำแปลตามภาษาราชการปลายทาง

ทำเอง vs ให้ iVC ดูแลให้ทั้งกระบวนการ

ทั้งสองทางทำได้จริง ต่างกันที่เวลาที่คุณต้องใช้ ความเสี่ยงที่เอกสารถูกตีกลับ และการมีที่ปรึกษาคอยตรวจก่อนยื่น

ประเด็นดำเนินการเองให้ iVC ดูแล
การตรวจเอกสารก่อนยื่นตรวจเองจากข้อมูลหน้าเว็บหน่วยงานที่ปรึกษาตรวจทีละฉบับตามข้อกำหนดปลายทางก่อนยื่นจริง
เวลาที่คุณต้องใช้เดินทาง ต่อคิว และติดตามผลด้วยตัวเองเราเดินเรื่องและติดตามให้ คุณรับรายงานความคืบหน้า
ความเสี่ยงตีกลับพบบ่อยจากการสะกดชื่อไม่ตรง เอกสารหมดอายุ หรือลำดับรับรองผิดขั้นตรวจจุดที่ตีกลับบ่อยตั้งแต่ต้นทาง และแก้ก่อนยื่น
ความรู้เฉพาะทางต้องศึกษาระเบียบของแต่ละหน่วยงานเองทีมงานประสบการณ์ 15+ ปี ให้คำปรึกษาตลอดเคส
กรณีเอกสารมีปัญหาต้องเริ่มขั้นตอนใหม่ด้วยตัวเองเราประเมินทางเลือกและวางแผนแก้ให้ทันที

เราทำงานแบบที่ปรึกษา ไม่ใช่แค่รับเดินเอกสาร

ประสบการณ์มากกว่า 15 ปี (ตั้งแต่ปี 2554) กับงานแปล รับรองเอกสาร และเตรียมเอกสารประกอบวีซ่า ทำให้เราเห็นรูปแบบที่เอกสารถูกตีกลับซ้ำ ๆ และวางแผนตั้งแต่ต้นทางเพื่อลดโอกาสนั้น

ประเมินเคสก่อนเริ่ม
ดูโปรไฟล์ ประเทศปลายทาง และหน่วยงานผู้รับ ก่อนบอกว่าต้องใช้เส้นทางรับรองแบบใด
วางแผนเอกสารรายบุคคล
จัดลำดับว่าเอกสารใดต้องคัดใหม่ ใดต้องแปลก่อน และใดต้องรับรองก่อนหลัง
เตือนความเสี่ยงล่วงหน้า
แจ้งจุดที่มักถูกตีกลับ เช่น การสะกดชื่อไม่ตรงหนังสือเดินทาง หรืออายุเอกสารที่หน่วยงานปลายทางกำหนด
ติดตามจนจบเคส
รายงานความคืบหน้าเป็นระยะ และประเมินทางเลือกทันทีหากหน่วยงานขอเอกสารเพิ่ม
ปรึกษาต่อเนื่องหลังงานเสร็จ
เอกสารชุดเดิมมักถูกใช้ซ้ำในขั้นตอนถัดไป เราช่วยดูว่ายังใช้ได้หรือต้องคัดใหม่

ถ้าไม่อยากเสียเวลาไล่ขั้นตอนเอง ส่งรายละเอียดเคสมาให้เราประเมินก่อนได้ แล้วค่อยตัดสินใจ

คู่มือปฏิบัติ: Apostille (อนุสัญญากรุงเฮก)

ตั้งแต่ 22 ธันวาคม 2567 ประเทศไทยเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille เอกสารราชการไทยที่จะใช้ในประเทศภาคีจึงขอ Apostille จากกรมการกงสุลได้ โดยไม่ต้องรับรองซ้ำที่สถานทูตปลายทาง

รายการเอกสารที่ต้องเตรียม

  • เอกสารราชการไทยฉบับจริง หรือสำเนาที่หน่วยงานผู้ออกรับรองสำเนาถูกต้อง
  • คำแปลภาษาอังกฤษ (กรณีปลายทางกำหนดให้ใช้ฉบับแปล)
  • สำเนาบัตรประชาชน/หนังสือเดินทางของเจ้าของเอกสาร
  • หนังสือมอบอำนาจ + สำเนาบัตรผู้รับมอบอำนาจ (กรณีให้ผู้อื่นดำเนินการแทน)
  • รายละเอียดประเทศและหน่วยงานปลายทางที่จะยื่น

ขั้นตอนและวิธีการ

  1. 1. ตรวจเอกสารต้นทาง

    ยืนยันว่าเอกสารเป็นฉบับจริงหรือสำเนาที่หน่วยงานผู้ออกรับรอง และชื่อ-นามสกุลสะกดตรงกับหนังสือเดินทาง

    กรอบเวลาโดยประมาณ: 1 วัน

  2. 2. แปลโดยนักแปลที่รับผิดชอบได้

    แปลไทย–อังกฤษ (หรือภาษาปลายทาง) พร้อมคำรับรองคำแปลและข้อมูลผู้แปลครบถ้วน

    กรอบเวลาโดยประมาณ: 1–3 วันทำการ

  3. 3. ยื่นรับรองที่กรมการกงสุล

    ยื่นรับรองนิติกรณ์เอกสารที่กรมการกงสุล (แจ้งวัฒนะ) หรือสำนักงานหนังสือเดินทางที่เปิดรับงานนิติกรณ์

    กรอบเวลาโดยประมาณ: 2–3 วันทำการ (ปกติ)

  4. 4. ขั้นตอนปลายทาง

    ถ้าประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญา Apostille ใช้ Apostille ได้เลย ถ้าไม่ใช่ ต้องนำไปรับรองต่อที่สถานทูต/สถานกงสุลของประเทศนั้น

    กรอบเวลาโดยประมาณ: 3–15 วันทำการ

  5. 5. ตรวจรับและส่งมอบ

    ตรวจตราประทับ เลขที่รับรอง วันที่ และความครบถ้วนของชุดเอกสารก่อนนำไปใช้จริง

    กรอบเวลาโดยประมาณ: 1 วัน

คำแนะนำจากงานจริง

  • ตรวจก่อนว่าประเทศปลายทางเป็นภาคีอนุสัญญาหรือไม่ จากรายชื่อภาคีของ HCCH
  • ใช้การสะกดชื่อภาษาอังกฤษให้ตรงกับหนังสือเดินทางทุกฉบับ เพื่อกันการตีความว่าเป็นคนละคน
  • ขอเอกสารต้นทางฉบับใหม่ถ้าปลายทางกำหนดอายุเอกสาร (มักไม่เกิน 3–6 เดือน)
  • เก็บสำเนาสีของทุกหน้าที่มีตราประทับไว้ก่อนส่งเอกสารออกนอกประเทศ

ข้อควรระวัง

  • Apostille รับรองความถูกต้องของลายมือชื่อ/ตราประทับเท่านั้น ไม่ได้รับรองเนื้อหาในเอกสาร
  • บางหน่วยงานปลายทางยังขอเอกสารรับรองเพิ่มเติม แม้จะมี Apostille แล้ว
  • เอกสารที่ออกโดยเอกชนต้องผ่านการรับรองให้เป็นเอกสารที่รับรองได้ก่อน จึงจะขอ Apostille ได้

ให้ iVC ดำเนินการแทนคุณ

ถ้าไม่อยากเสียเวลาเดินเรื่องเอง ทีมงาน iVC รับดำเนินการให้ครบวงจร ตั้งแต่ตรวจเอกสาร แปล รับรอง จนถึงยื่นและติดตามผล — ทักไลน์ @iVisa หรือโทร 080-557-8887 เพื่อให้เราประเมินเคสของคุณก่อนเริ่มงาน

English summary

What if the destination country is not a Convention member for Power of Attorney Corporate?

Non-member states still use the traditional chain: legalization by the Department of Consular Affairs followed by legalization at that country's embassy or consulate in Thailand. The same applies where a Contracting State objected to Thailand's accession.

Source: HCCH Apostille Convention (1961) and the Department of Consular Affairs, Ministry of Foreign Affairs of Thailand. This page does not publish fees and does not guarantee any authority's decision.

中文摘要

Power of Attorney Corporate:泰国附加证明书(Apostille)要点

海牙《取消外国公文书认证要求的公约》自 2024 年 12 月 22 日起对泰国生效。泰国的主管机关为外交部领事司认证处。附加证明书(Apostille)仅证明签名、印章及签署人身份,不证明文件内容。

非缔约国文件仍需按传统流程办理:先经外交部领事司认证,再送目的国驻泰使领馆认证。本页不公布收费,也不对主管机关的审核结果作出保证。

日本語の要約

Power of Attorney Corporate:タイのアポスティーユの要点

ハーグ条約(アポスティーユ条約)は 2024 年 12 月 22 日にタイで発効しました。タイの権限ある当局は外務省領事局認証課です。アポスティーユは署名・印章・署名者の資格のみを証明し、文書の内容を証明するものではありません。

非締約国向けの書類は従来どおり、外務省領事局の認証後に相手国の在タイ大使館・領事館での認証が必要です。当ページでは料金を掲載せず、当局の審査結果を保証するものではありません。

กลุ่มเนื้อหาอื่นที่มักใช้ร่วมกัน

ต้องการคำตอบเฉพาะเคสของคุณ สอบถามเจ้าหน้าที่ได้ทางโทรศัพท์ LINE หรืออีเมล